วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เบาหวาน โรคเบาหวาน โรคไตจากเบาหวาน ทำไมเบาหวาน จึงลงไต และลิฟเวล ( LIFVEL)


ทำไมเบาหวาน จึงลงไต



        ในปัจจุบันประเทศไทยมีคนป่วยเป็น “โรคเบาหวาน” ประมาณร้อยละ 9.6 ของประชากรผู้ใหญ่ เฉลี่ยอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะเฉียบพลัน และเรื้อรังที่ก่อให้เกิดอัตราเจ็บป่วยและอัตราเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 เป็น “เบาหวานลงไต” หรือโรคไตจากเบาหวาน ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวาน


อาการของ “เบาหวานลงไต” หรือโรคไตจากเบาหวาน  
        1. มีภาวะโปรตีนชนิดอัลบูมิน (Albumine) รั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งในระยะแรกมีปริมาณเล็กน้อย และต่อมาปริมาณมากขึ้น
        2. มีความดันโลหิตสูง 


        3. การทำงานของไต ในระยะแรกจะปกติ ต่อมาจะเริ่มเสื่อม และเสื่อมมากขึ้นจนเกิดโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด




ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด“เบาหวานลงไต” 
        1. ระยะเวลาของการเป็นเบาหวานมานาน 
        2. มีประวัติครอบครัวของโรคไตจากเบาหวาน หรือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือความดันโลหิตสูง 
        3. การควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี 



        4. การควบคุมระดับความดันโลหิตสูงได้ไม่ดี 
        5. ภาวะไขมันในเลือดสูง 
        6. มีโปรตีนชนิดอัลบูมินรั่วออกทางปัสสาวะมากกว่าปกติ 
        7. การสูบบุหรี่

       การป้องกันและการรักษา“เบาหวานลงไต” 
     
      1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับดี
   
 
      2. ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งในข้อนี้มีการแนะนำเกี่ยวกับกลุ่มของยาลดความดันโลหิตที่สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่ง หรือใช้ร่วมกัน หากไม่มีข้อห้าม และควรมีการปรึกษาแพทย์
     
      3. ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอัลบูมินในปัสสาวะ และ/หรือมีภาวะความดันโลหิตสูงต้องได้รับการรักษา ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของไต



     
     4. ควรให้รับคำแนะนำและการรักษาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างเหมาะสม ได้แก่ การควบคุมระดับไขมันในเลือด การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่


   
     5. ควรได้รับการดูแลรักษาเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เช่น จำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารให้เหมาะสม
ลิฟเวล ( LIFVEL) เหมาะมากที่เป็นอาหารเสริมผู้ป่วยเบาหวาน เพราะสามารถเข้าไปลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยเผาผลาญแป้งและน้ำตาล ทำให้ลดความเสี่ยงและบรรเทาอาหารของผู้เป็นเบาหวานได้อย่างดี เนื่องจาก ลิฟเวล ( LIFVEL) มีสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ ลดสาเหตุโรคเบาหวานเพราะมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด และโครเมียม พิโคลิเนตที่มีช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในปริมาณสูง



   ลิฟเวล ( LIFVEL) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ให้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้



ผลิตภัณฑ์ ลิฟเวล ( LIFVEL)  สามารถแก้ปัญหา โรคเบาหวานอย่างได้ผล

ปริมาณและราคา 1 ขวดบรรจุ 30 แคปซูล ราคา 1,900 บาท

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

   ดูข้อมูลที่   http://lifvelsaibua.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ  สายบัว   บุญหมื่น    โทร. 088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์:  sboonmuen@gmail.com

เบาหวาน โรคเบาหวาน เลซิตินในลิฟเวล ประโยชน์ของเลซิติน และลิฟเวล ( LIFVEL)

เลซิติน (Lecithin) ใน ลิฟเวล (LIFVEL)


             วงการแพทย์ในปัจจุบันได้มีการนำเลซิติน (lecithin) มาใช้และนำเลซิตินมาผลิตเป็นอาหารเสริมซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้ดูแลรักษาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษของเลซิตินที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจ ช่วยบำรุงสมองป้องกันภาวะความผิดปกติของระบบประสาท เสริมสร้างการทำงานของตับ และยังลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีอีกด้วย
            เลซิตินเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในอาหารประเภทนมสด ชีส เนย ไข่ เนื้อวัว ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ น้ำมันพืช สมอง ตับ ไต ข้าว แป้ง ถั่วลิสง และแครอท ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารเสริมปัจจุบันนิยมใช้เลซิตินที่สกัดจากถั่วเหลือง มากกว่าไข่แดง เนื่องจากการประหยัดต้นทุนในการผลิตมากกว่า และเลซิตินที่สกัดได้จากถั่วเหลืองมีคุณภาพดีกว่าเนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่านั่นเอง


ส่วนประกอบของเลซิติน



          เลซิตินเป็นสารธรรมชาติที่ประกอบด้วยฟอสโฟลิปิด (phospholipid) เช่น พวกฟอสฟาติดิลโคลีน (phosphatidylcholine) ฟอสฟาติดิลเอทาโนลามีน (phosphatidylethanolamine) และฟอสฟาติดิลไลโนซิทอล (phosphatidylinositol) กรดไขมันจำเป็นและโมเลกุลของวิตามินบี 2 ชนิด ได้แก่ อิโนซิทอล (Inosital) และโคลีน (Choline) รวมอยู่ด้วย ซึ่งโคลีนเป็นส่วนประกอบของสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าอะเซทธิลโคลีน (Acethyl Choline) เมื่อรับประทานเลซิตินเข้าไป ร่างกายจะสังเคราะห์สารสื่อประสาทขึ้นมาจากโคลีน ส่งผลให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น มีการเรียนรู้ดีขึ้น เกิดการสร้างความทรงจำ ช่วยลดอาการของโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ และความผิดปกติของการเคลื่อนไหว เช่น Parkinson’s disease ได้ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า เลซิตินเป็นแหล่งพลังงานของสมองให้กับผู้ที่อยู่ในสภาวะ ที่มีความเครียดสูงได้อย่างดีด้วยเช่นกัน สารโคลีนในเลซิตินยังช่วยให้เซลล์ตับมีการเผาผลาญไขมันได้อย่างปกติ ลดภาวะไขมันพอกตับ อันเป็นสาเหตุให้ตับอักเสบ และโรคตับแข็ง ช่วยให้ตับการดูดซึมวิตามินบีหนึ่งเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มการดูดซึมวิตามินเอในลำไส้อีกด้วย ดังนั้นผู้ที่ต้องการบำรุงตับหรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำจึงควรรับประทานเลซิติน
        โคลีนในเลซิตินยังช่วยควบคุมปริมาณฮอร์โมนวาโซเพรสซิน (vasopressin) หรือแอนติไดยูเรติก ฮอร์โมน (antidiuretic hormone) ที่ช่วยขับปัสสาวะ ควบคุมความดันโลหิต และความเข้มข้นของสารต่างๆ ในกระแสเลือดได้อีกด้วย


ประโยชน์ของเลซิติน
เลซิตินช่วยเพิ่มกลไกการสร้างน้ำดีจากโคเลสเตอรอล โดยจะไปช่วยลดอัตราการดูดกลับของน้ำดีในลำไส้เล็ก ด้วยการดึงเอาโคเลสเตอรอลในเลือดซึ่งเป็นองค์ประกอบในการสร้างน้ำดีมาใช้ เพิ่มขึ้น การที่เลซิตินสามารถดึงโคเลสเตอรอลในเลือดมาใช้ได้นั้น เนื่องจากเลซิตินมีคุณสมบัติเป็นอีมัลซิฟายเออร์ (emulsifier) คือสามารถทำให้โมเลกุลของไขมันมีขนาดเล็กลงจนรวมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำได้ ร่างกายจึงดูดเอาโคเลสเตอรอลมาใช้ในการสร้างน้ำดีได้ ส่งผลให้โคเลสเตอรอลในเลือดลดปริมาณลง แต่หากมีปริมาณของเลซิตินน้อยเกินไป เกิดการตกตะกอนของโคเลสเตอรอลในถุงน้ำดี เกิดเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ที่มีภาวะอ้วนและมีบุตรหลายคน และที่ทราบกันดีกว่าหากมีปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดสูงจะทำให้เกิดการอุดตัน ของหลอดเลือด ดังนั้นการรับประทานเลซิตินจึงเป็นการลงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลอด เลือดอุดตันและโรคหัวใจได้นั่นเอง




      เลซิตินเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ และจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง จากรายงานทางการแพทย์และผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์มากมายทำให้เราทราบว่าการได้รับเลซิตินในปริมาณ 0.6-1 กรัมต่อวันจะช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายเป็นปกติ โดยไม่เกิดการตกค้างในร่างกายแต่อย่างใด สำหรับการเลือกรับประทานเลซิติน ควรเลือกที่มีฟอสฟาติดิลโคลีนในปริมาณสูง และเลือกเลซิตินที่สกัดจากถั่วเหลือง เพื่อให้ได้คุณประโยชน์ที่มากกว่า
    เลซิติน  126 มิลลิกรัม มีอยู่ใน ผลิตภัณฑ์ ลิฟเวล (LIFVEL)   



ลิฟเวล (LIFVEL) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ให้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้



ผลิตภัณฑ์ ลิฟเวล ( LIFVEL)  สามารถแก้ปัญหา โรคเบาหวานอย่างได้ผล

ปริมาณและราคา 1 ขวดบรรจุ 30 แคปซูล ราคา 1,900 บาท

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

   ดูข้อมูลที่   http://lifvelsaibua.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ  สายบัว   บุญหมื่น    โทร. 088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmuen@gmail.com

เบาหวาน โรคเบาหวาน คนอ้วน ทำไมผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes) จึงปัสสาวะหวาน อินซูลิน และลิฟเวล (LIFVEL)

ทำไมผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes) จึงปัสสาวะหวาน 
ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะ ที่เรียกว่า ปัสสาวะหวาน สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะหวานเพราะร่างกายผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด น้ำตาลที่เหลือก็จะผสมอยู่ในกระแสเลือดและถูกไตขับทิ้งออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เป็นเหตุให้ปัสสาวะหวาน




น้ำตาลเกินในกระแสเลือดมีสาเหตุมาจาก
ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมา เพื่อให้อินซูลินนำน้ำตาลออกไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย และนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน หาก
อินซูลินเกิดบกพร่องจะทำให้อินซูลินนำน้ำตาลไปให้เซลล์ต่างๆได้น้อย จึงเหลือน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินไปเป็นสาเหตุให้ปัสสาวะออกมาหวานในคนเป็นเบาหวาน

การที่ร่างกายผลิตอินซูลินไม่มีคุณภาพหรือมีปริมาณน้อยมีสาเหตุมาจาก
1. ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาได้น้อยลง จึงทำให้มีอินซูลินน้อยกว่าปริมาณน้ำตาล น้ำตาลที่เหลือจะไปอยู่ในกระแสเลือดมากทำให้กลายเป็นเบาหวาน
2. คนอ้วน อินซูลินไม่สามารถพาน้ำตาลไปได้ เพราะเซลล์ไขมันจะผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน ทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่




3. สตรีมีครรภ์ ในสตรีบางคนเวลาตั้งครรภ์จะผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน
4. อินซูลินบกพร่อง ซึ่งพบน้อยมากเกิดจากการผิดปกติของยีนส์


ผู้ที่เสี่ยงต่อเป็นเบาหวาน
1. มีญาติเป็นเบาหวาน
2. คนอ้วน น้ำหนักเกิน จะพบว่าคนอ้วนเป็นเบาหวานถึง 85 เปอร์เซ็นต์
3. คนที่มีประวัติว่าตั้งครรภ์แล้วแท้งบ่อยๆ สาเหตุคือ แม่เป็นเบาหวานแล้วไม่ทราบทำให้โอกาสแท้งได้
4. ผู้ที่เป็นแผลติดเชื้อบ่อย เช่น แผลที่มือ เท้า ปัสสาวะอักเสบ เป็นแผลหายยากหายช้าต้องรีบไปตรวจ





การตรวจหาภาวะเสี่ยงต่อเบาหวาน
การตรวจหาภาวะเสี่ยงต่อเบาหวาน โดยใช้วิธีการตรวจหาค่าน้ำตาลในเลือดแบบคราวทำได้ง่าย ด้วยเครื่องตรวจเบาหวานโดยการเจาะเลือดบริเวณปลายนิ้วแค่หยดเดียวก็จะรู้ค่าของน้ำตาลในเลือดได้แล้ว สามารถทำเองได้ที่บ้าน



หลักการเลือกซื้อเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด



1. ขนาดของเครื่อง ควรเลือกซื้อเครื่องที่มีขนาดกระทัดรัด เบาบาง เหมาะในการพกติดตัวไปใหนมาใหนได้สะดวก โดยเฉพาะเมื่อต้องการเดินทางบ่อยๆ
2. ขนาดของหน้าจอหรือปุ่มสัมผัส ต้องง่ายต่อการใช้งาน
3. การเก็บข้อมูล ภายในตัวเครื่องควรที่จะมีหน่วยความจำที่สามารถบันทึกข้อมูลในการวัดระดับน้ำตาลครั้งก่อนๆเอาไว้ได้ และสามารถถ่ายโอนข้อมูลนั้นไปยังโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการส่งข้อมูลนั้นไปให้กับแพทย์โดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปโรงพยาบาล
4. วิธีการประเมินผล เครื่องวัดควรจะประมวลและอ่านผลได้อย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในช่วงเวลาฉุกเฉิน
5. คุณสมบัติเพิ่มเติมอื่นๆ ที่เพิ่มความสะดวกไช้งานได้มากขึ้น เช่น การมีแสงที่ช่วยให้มองเห็นได้ในเวลากลางคืน สามารถวัดอุณหภูมิได้ หรือการอ่านค่าออกมาเป็นเสียงพูด เป็นต้น


ระดับของน้ำตาลในเลือด



1. คนปกติ ก่อนทานอาหารต้องมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอาหารต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
2. คนที่เป็นเบาหวาน ค่าของน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนทานอาหาร และมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังจากทานอาหาร
3. คนที่อยู่ระหว่างกลาง ผู้ที่อยู่ระหว่าง 100-125 ก่อนทานอาหาร และ 140-199 หลังทานอาหารนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ต้องทำการตรวจไหม่ โดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำซึ่งจะก่อนทำการตรวจต้องอดอาหาร 6-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืน แล้วมาเจาะเลือดในตอนเช้า หลังจากเจาะครั้งแรกจะต้องดื่มน้ำตาลกลูโคสทันที 1 แก้วให้หมดภายใน 5 นาที แล้วรออีก 2 ชั่วโมงจึงจะทำการเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อดูความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำตาล ดูว่าฮอร์โมนอินซูลินจะยังมีคุณภาพสามารถพาน้ำตาลไปใช้ได้ดีขนาดใหน มีเหลือตกค้างหรือไม่


อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน
1. เข้าห้องน้ำบ่อย
เข้าห้องน้ำบ่อยมากขึ้น รู้สึกเหมือนต้องการปัสสาวะทั้งวัน ซึ่งการถ่ายปัสสาวะจะบ่อยขึ้นหากมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป หากไม่มีฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีแต่ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ไตจะไม่สามารถกรองเอากลูโคสกลับเข้าไปในกระแสเลือดได้ จึงต้องพยายามดึงน้ำออกจากเลือดเพื่อเจือจางกลูโคส ทำให้กระเพาะปัสสาวะเต็มและทำให้คุณต้องไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ




2. ความกระหายน้ำที่ไม่อาจบรรเทาได้
คุณจะรู้สึกหิวน้ำจนต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติ และรู้สึกว่าดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่พอ อาจเป็นสัญญาณเตือนของเบาหวานได้ โดยเฉพาะหากมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย เนื่องจากเมื่อร่างกายต้องขับน้ำออกจากกระแสเลือดเป็นปริมาณมากจนคุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อย คุณจะมีภาวะขาดน้ำ และรู้สึกว่าจำเป็นต้องดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป


3. น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
อาการนี้จะเด่นชัดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ตับอ่อนจะหยุดผลิตอินซูลิน ซึ่งอาจเนื่องมาจากการที่มีเชื้อไวรัสไปทำลายเซลล์ตับอ่อน หรือเกิดจากการที่มีภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ทำให้ร่างกายโจมตีเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน ร่างกายจะพยายามแสดงหาแหล่งพลังงานอื่นๆอย่างหนักเนื่องจากเซลล์ในร่างกายไม่ได้รับกลูโคส จนกระทั่งเริ่มสลายกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมันเพื่อนำมาเป็นพลังงาน ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 อาการจะเริ่มเป็นมากขึ้นทีละน้อยเนื่องจากภาวะร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำหนักลดอย่างไม่ชัดเจนมากนัก
4. อ่อนเพลียและเหนื่อยล้า




ตามปกติกลูโคสที่ได้รับจากการกินอาหารจะดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งอินซูลินจะช่วยเคลื่อนย้ายกลูโคสเข้าไปในเซลล์ต่างๆของร่างกายอีกขั้นหนึ่ง เซลล์ก็จะนำกลูโคสนี้ไปผลิตพลังงานที่ใช้ในการดำรงชีวิต เมื่อไม่มีอินซูลิน หรือเซลล์ของร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอีกต่อไป กลูโคสก็จะคงอยู่ในกระแสเลือดนอกเซลล์ เซลล์ร่างกายก็จะขาดแคลนพลังงาน ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยง่ายและร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ




5. อาการเหน็บชาหรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มบริเวณมือ ขา หรือเท้า
ที่เรียกว่า เส้นประสาทอักเสบ ซึ่งจะเป็นมากขึ้นทีละน้อย เนื่องจากกลูโคสในกระแสเลือดที่สูงเกินไปตลอดเวลาจะทำให้ระบบประสาทเสียหาย รวมทั้งบริเวณแขนขาด้วย ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อาการมักจะค่อยเป็นค่อยไป จนคนหลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองมีอาการนี้ ดังนั้นระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงมาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัย ความเสียหายของเส้นประสาทจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่อาการเส้นประสาทอักเสบสามารถดีขึ้นได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายอย่างเคร่งครัด
6. อาการและสัญญาณเตือนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้




อาการตามัว ผิวหนังแห้งหรือคัน มีการติดเชื้อบ่อยขึ้น บาดแผลที่ใช้เวลานานผิดปกติกว่าจะหาย ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
อาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเบาหวาน ที่มีผลจากการที่มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป หากคุณสังเกตว่าตนเองมีอาการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ



ป้องกันการเกิดอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน Livitanutrics ขอแนะนำ ผลิตภัณฑ์ ลิฟเวล ( LIFVEL) ซึ่งเป็นอาหารเสริมผู้ป่วยเบาหวานที่มีสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ ลดสาเหตุโรคเบาหวานเพราะมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด และโครเมียม พิโคลิเนตที่มีช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในปริมาณสูง

ลิฟเวล ( LIFVEL) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ให้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้



ผลิตภัณฑ์ ลิฟเวล ( LIFVEL)  สามารถแก้ปัญหา โรคเบาหวานอย่างได้ผล

ปริมาณและราคา 1 ขวดบรรจุ 30 แคปซูล ราคา 1,900 บาท
   
สั่งสินค้าคลิกที่นี้

ดูข้อมูลที่   http://lifvelsaibua.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ  สายบัว   บุญหมื่น    โทร. 088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmuen@gmail.com

เบาหวาน โรคเบาหวาน โภชนาบำบัดกับโรคเบาหวาน และลิฟเวล ( LIFVEL)


โภชนาบำบัดกับโรคเบาหวาน



อาหารมีผลต่อการกำเริบรุนแรงของโรคเบาหวาน หากกินอาหารผิดชนิด เช่น น้ำตาลในทุกรูปแบบ ข้าว มันฝรั่ง กล้วยหอม ผลไม้และธัญพืชที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ดังนั้น การวางแผนการบริโภคอาหารเป็นวิธีหลักในการจัดการกับเบาหวาน 
1. ผู้ที่เป็นเบาหวานควรกินอาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ถั่วเหลือง และปลาให้มากที่สุด 




2. ควรกินผักบางชนิด เช่น มะระ ถั่วฝักยาว แตงกวา หัวหอมและกระเทียม ผลไม้ เช่น มะขามป้อม ลูกหว้า องุ่น และธัญพืชจำพวกถั่วชิคพีวะ ถั่วเขียวผิวดำ เป็นประจำ เนื่องจากผักสดและสมุนไพรมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตับอ่อนและช่วยในการผลิตอินซูลิน


 การดูแลและรักษาเบาหวาน
การบริโภคอาหารและตำหรับต่างๆในผู้ป่วยเบาหวาน การรักษาแบบธรรมชาติหรือตามหลักอายุรเวทที่จะช่วยให้ควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น




สมุนไพรบางชนิดที่มีประโยชน์มากในการรักษาโรคเบาหวาน
มีสมุนไพรหลายชนิด เช่น มะระ มะตูม ผักจินดา ลูกซัด ขมิ้นชัน หัวหอม แพงพวยฝรั่ง สะเดา กระเทียม เทพี เป็นต้น ที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด ข้อดีที่สุดของการใช้ยาสมุนไพรรักษาเบาหวานเหล่านี้ คือ ไม่มีผลข้างเคียง 

การรักษาเบาหวานด้วยตำหรับอายุรเวท



1. มะระ เป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับเบาหวาน ดื่มน้ำมะระอย่างน้อย 1 ช้อนโต๊ะทุกวันจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและในปัสสาวะ การนำมะระมาทำเป็นเนยใส (ฆี) กินเป็นเวลา 3 เดือนจะช่วยลดเบาหวานลงได้อย่างชัดเจน




2. มะขามป้อม  โดยนำน้ำมะขามป้อม 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมะระสดหนึ่งถ้วย ดื่มทุกวันเป็นเวลา 2 เดือนจะช่วยให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้มากขึ้น ดื่มน้ำ 1 แก้วร่วมกับใบกะเพรา 10 ใบ ใบสะเดา 10 ใบ และกระเทียม 10 กลีบ ตอนเช้าขณะท้องว่าง จะช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี


3. เมล็ดผักจินดา โดยนำเมล็ดผักจินดา (100 กรัม) ขมิ้นชัน (50 กรัม) และพริกไทยขาวมาบดรวมกัน กินผงที่บดแล้ว 1 ช้อนชาพร้อมกับนม 1 แก้ว วันเว้นวัน และนำน้ำเปล่า 1 ถ้วยใส่ในภาชนะทองแดง 1 คืนแล้วนำมาดื่มตอนเช้า




การดูแลตัวเองของผู้ป่วยเบาหวาน
1. หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน
2. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่




3. ดูแลดวงตาให้มีสขภาพดี
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

5. ดูแลเท้าเป็นพิเศษ


ป้องกันการเกิดอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน Livitanutrics ขอแนะนำ ผลิตภัณฑ์ ลิฟเวล ( LIFVEL) ซึ่งเป็นอาหารเสริมผู้ป่วยเบาหวานที่มีสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ ลดสาเหตุโรคเบาหวานเพราะมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด และโครเมียม พิโคลิเนตที่มีช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในปริมาณสูง

ลิฟเวล ( LIFVEL) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ให้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้



ผลิตภัณฑ์ ลิฟเวล ( LIFVEL)  สามารถแก้ปัญหา โรคเบาหวานอย่างได้ผล

ปริมาณและราคา 1 ขวดบรรจุ 30 แคปซูล ราคา 1,900 บาท
   
สั่งสินค้าคลิกที่นี้

ดูข้อมูลที่   http://lifvelsaibua.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ  สายบัว   บุญหมื่น    โทร. 088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmuen@gmail.com